lighthouse-1392124_960_640_sfw

บางคนเรียก ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ (1คร12:4-11) ซึ่งเป็นของประทานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ประทานแก่ท่าน เป็นมิติที่เหนือธรรมชาติ เมื่อท่านรับเชื่อ และรับการพัฒนาเต็มที่ การเจิมต่อเนื่อง ทำสม่ำเสมอ มันจะเป็นบทบาท โดดเด่น หรือเรียกตำแหน่งตามของประทาน ในการปรนนิบัติพี่น้อง นี่เป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้ในคริสตจักร ในการช่วยเหลือ เยียวยาปลดปล่อย และใช้ในการประกาศได้อีกด้วย

คนก็มีปัญหาแค่สามด้านใหญ่ ครับ คือ ด้านจิตใจ ด้านจิตวิญญาณ และด้านร่างกาย ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อคนมาคริสตจักรก็ต้องการๆ เยียวยารักษา ผู้ไม่เชื่อพระเจ้าก็ต้องการมีเสรีภาพจากสามส่วนนี้ ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงประทานของประทานทั้งสามหมวดมาให้เราเพื่อการช่วยเหลือ คนทั้งสามหมวด คือ หมวดพูด หมวดสำแดง และหมวดทำ ซึ่งจะเขียนในอนาคตครับในรายละเอียด

เราจะเคลื่อนของประทาน ฝ่ายวิญญาณได้อย่างไรละ? คำตอบก็คือ การเรียน และฝึกหัด จากโค็ช หรือ ร่วมกันฝึก รับใช้ในพันธกิจ ร่วมกันในพระกาย ดังที่อาจารย์เปาโลกล่าวว่า ในการประชุมกัน บางคน มี……….. (1คร14:26) ก็หมายความว่า ในการประชุม เราควรจะมีเวลาที่เปิดโอกาส ให้พระวิญญาณบริสุทธ์ ทำงานของพระองค์ผ่านพระกาย คือ สมาชิกที่พระองค์จะทำงานผ่านวิหารนั้น คือพวกเราทุกคน

เมื่อกายของพระคริสต์เคลื่อนในการประชุม ขณะมีการอธิษฐานเผื่อกัน บางคนพระวิญญาณฯ ทรงนำให้คนหนึ่ง มีถ้อยคำแห่งความรู้ ว่ามีคนมีโรค หรืออยากฆ่าตัวตาย อีกคนที่ทีของประทานสังเกตุวิญญาณก็จะมาช่วยกัน คนมีของประทานรักษาโรคก็รักษาโรค คนที่สังเกตุวิญญาณได้ก็จะนำการสารภาพตัดความสัมพันธ์หรือปลดปล่อย คนที่มีของประทานเผยวจนะก็จะเผยหนุนใจ นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ ที่ผมได้เล่า ดังนั้นหากคริสตจักรท่านทำเซล หรือกลุ่มแคร์ ท่านควรมีช่องว่างให้สมาชิกได้ฝึกทำพันธกิจร่วมกันเป็นการช่วยผู้ที่เชื่อ และผู้ที่มาเยี่ยมในกลุ่มหรือคริสตจักรตามที่ท่านจะบริหารในการใช้ของประทานในมิติเหนือธรรมชาตินี้ สำหรับผมคิดง่ายๆ ครับ คนมีปัญหาด้านจิตใจก็รับคำเผย ถ้อยคำแห่งสติปัญญา คำหนุนใจ คนมีปัญหาด้านจิตวิญญาณก็รับการอธิษฐานเยียวยาปลดปล่อย คนมีปัญหาด้านร่างกายก็รักษาโรค แต่ทั้งหมดนี้ พระเจ้าจะใช้ใคร หรือเขาจะเป็นที่ยอมรับ หรือ ชื่อเสียงของเขาจะโด่งดังออกไปนอกกลุ่ม หรือนอกคริสตจักรในการใช้ ในการช่วยเหลือ หรือประกาศ มีอยู่สามส่วนครับ ส่วนแรกคือ ความลึกในพระเจ้า ด้านความสัมพันธ์ ส่วนที่สอง การฝึกฝนจนชำนาญ และทำต่อเนื่อง หรือเรียกว่าการเจิมต่อเนื่อง ส่วนที่สาม ก็คือผลพระวิญญาณ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้มีส่วนที่หนึ่งกับสอง แต่ไม่มีผลพระวิญญาณ คุณภาพด้านชีวิตไม่ดี ก็จะไม่มีใครอยากรับการทำพันธกิจจากท่าน และผู้นำก็จะไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้ทำ

เราจะมีการเจิมต่อเนื่องชัดเจนได้อย่างไร? ดร. โรเบิท ไฮเลอร์ ผู้นำการสัมมนาเรื่อง ถุงหนังองุ่นใหม่ สอนสิ่งที่น่าสนใจว่า การเจิมแบ่งได้ สามระดับ เมื่อเราทำระดับแรกๆ เราอาจทำเพราะเชื่อฟังผู้นำ และเมื่อเราเติบโตขึ้น เราเริ่มเชื่อฟังพระเจ้า และเริ่มจะซื่อสัตย์ทำมากขึ้น แรงจูงใจดีถูกต้องมากขึ้น อาจเห็นผล บ้างเป็นครั้งคราว จนต่อมา เราทำมากขึ้นๆ ซื่อสัตย์ ลักษณะชีวิต ท่าทีผลพระวิญญาณชัดเจน ความสัมพันธ์กับพระเจ้าลึกมาก ด้วยการทำที่ยาวนาน จนการเจิมอย่างต่อเนื่อง จนคุณรู้เลยว่า คุณมีของประทานนี้ เพื่อนๆ สมาชิกเริ่มเห็นชัด ศิษยาภิบาลรับรอง และการก้าวไปเป็นเจ้าของ ของประทานนั้น มันเป็นงานรับใช้ในคริสตจักรของคุณ และ เป็นของประทานที่จะใช้ร่วมกัน ของประทานมิติที่หนึ่ง ด้านบุคลิคภาพ และเป็นของประทานที่ใช้ในการประกาศได้ด้วย จะยอดเยี่ยมไปเลยครับ

บางคนพระเจ้าจะใช้ได้มากกว่าในคริสตจักร เมื่อของประทานที่ทำมาก ชำนาญ ชื่อเสียงของท่านจะเป็นที่รู้จักในคริสตจักร และคริสตจักรอื่นในท้องถนน ตอนนี้ความถ่อมใจสำคัญ เพราะอย่างไรท่านก็จะต้องมีผู้นำฝ่ายวิญญาณ หรือพี่เลี้ยงดูแลท่าน และท่านควรสร้างสอนคนรุ่นต่อไป เพราะท่านรับฟรีๆ เพื่อให้ฟรีๆ นี่เป็นขบวนการสร้างสาวกครับ

ตอนนี้ท่านเข้าใจหรือยังว่า ทำไมของประทานมิติที่หนึ่ง ทุกบุคลิกนิสัย ภาระใจ ต้องพึ่งมิติที่สองด้วย คือมิติเหนือธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ความเชื่อเดียวกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ค่านิยมเหมือนกันในการเคลื่อนแบบนี้สำคัญมาก บางคริสตจักรจะใช้ของประทานมิติที่สองยากมาก เพราะพระกายแตกแยกไม่ประสานกัน เต็มไปด้วยการสงสัย วิพากวิจารณ์ แล้วจะฝึกทำก็เกิดความกลัว และหากผิดพลาดคนจะอาย ในการฝึกมิติที่สองจะไม่สำเร็จเพราะความสัมพันธ์ บรรยกาศในคริสตจักรไม่ดี

เขียนโดย อ.เจริญ ยธิกุล

Share